Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เด็กแรกเกิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เด็กแรกเกิด แสดงบทความทั้งหมด

2/01/2556

การนอนของเด็กทารกสำคัญมากน่ะ !!![เด็กทารก]




เด็กแต่ละคนมีระยะเวลา ชั่วโมงการนอน หลับพักผ่อนแตกต่างกัน ตามนาฬิกาในสมอง (Biological clock) ตามธรรมชาติของแต่ละคน ในแต่ละวัยจะกำหนด
เจ้าตัวเล็กแรกเกิดใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอน แต่พออายุเดือนมากขึ้นก็จะนอนน้อยลงเรื่อย ๆ อาจทำให้คุณคิดว่าเจ้าตัวเล็กนอนยากขึ้นหรือนอนไม่ได้นานเหมือนก่อน ซึ่งพฤติกรรมการนอนของเจ้าตัวเล็กที่เกิดขึ้น ทำให้คุณรู้สึกไม่เข้าใจจนเกิดความหงุดหงิดใจขึ้นได้ แต่ถ้าเราได้รู้จักธรรมชาติของพฤติกรรมการนอนของเจ้าตัวเล็ก ก็จะช่วยทำให้คุณเลี้ยงเขาอย่างเข้าใจมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราจะชวนคุณไปทำความเข้าใจ พฤติกรรมการนอนของเจ้าตัวเล็กกันค่ะ
ความสำคัญของการนอนของเจ้าตัวเล็กนั้น มีผลต่อการเติบโตต่อร่างกาย เพราะการนอนหลับจะมีฮอร์โมนเรียกว่า โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมากระตุ้นให้ร่างกายเติบโต ใยประสาทจะเชื่อมโยงกับเซลล์ จึงทำให้สมองเติบโตด้วย ฉะนั้นเจ้าตัวเล็กที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ก็จะเป็นเด็กที่อารมณ์ดี เรียนรู้ได้มากแต่การนอนหลับของเจ้าตัวเล็กตามธรรมชาตินั้น ไม่ได้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง อย่างที่เราเห็นนาฬิกาในสมอง จะกำหนดให้เจ้าตัวเล็กได้พักผ่อนตลอดเวลาของการนอนจริง ๆ ก็ต่อเมื่อได้หลับรวดเดียวประมาณเดือนที่ 6 ขึ้นไปแล้ว
พ.ญ. เชิดชู อริยศรีวัฒนา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่าเด็กทารกมีการนอนหลับไม่สนิทโดยเฉพาะช่วงแรก ๆ ของชีวิต ซึ่งจะมีการเคลื่อนไหวของนัยตาอย่างรวดเร็วว่า Rapid eye movement สลับกับการหลับเงียบสนิทที่เรียกว่า Quiet sleep หรือ Non-rapid-eye-drop movement จึงทำให้บางครั้งนอนดิ้น ส่งเสียงครวญครางแต่ยังตื่นไม่เต็มที่ คุณไม่ควรเข้าไปอุ้มหรือให้กินนม เพราะจะเป็นการไปปลุกให้เด็กซึ่งกำลังหลับในช่วงหลับไม่สนิทให้ตื่นขึ้น แทนที่จะหลับต่อไปได้อีก
ข้อมูลจากหน่วยกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า พฤติกรรมการนอนของเจ้าตัวเล็กแต่ละวัยมีความแตกต่างกัน โดยสามารถแจกแจงให้เห็นชัดเจนดังต่อไปนี้
  • 0 - 3 เดือน การหลับและตื่นของทารกแรกเกิดมักจะเฉลี่ยเท่า ๆ กันทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน เจ้าตัวเล็กจะนอนหลับวันละประมาณ 20 ชม. ต่อวัน แต่ในช่วงแรกมักจะนอนกลางวันมากกว่ากลางคืน มีเวลาตื่นที่ไม่แน่นอน การนอนอาจเปลี่ยนไปทุกสัปดาห์และ จะปรับตัวมานอนตอนกลางคืนมากกว่าได้เองในไม่ช้า
  • 3 - 6 เดือน เจ้าตัวเล็กจะหลับกลางวันน้อยลง นอนกลางคืนมากขึ้น โดยจะหลับรวดเดียวไปจนถึงเช้า ไม่ตื่นมากินนมตอนกลางคืนเหมือนก่อน คุณก็ไม่จำเป็นต้องปลุก ให้เจ้าตัวเล็กตื่นขึ้นมาดูดนมหรือกลัวว่าจะหิว เพราะเขาได้กินนมไว้เต็มที่แล้วค่ะ ความต้องการนอนในช่วงนี้จะลดลงเป็น 15-16 ชม.
  • 6 - 12 เดือน ส่วนใหญ่จะสามารถนอนหลับได้นานรวดเดียวในเวลากลางคืน โดยจะไม่ตื่นมาดูดนมกลางคืนอีก ส่วนกลางวันก็จะหลับเป็นช่วงสั้น ๆ วันละ 2 ครั้ง รวมเวลาหรือความต้องการนอน 13-14 ชม.
เมื่อเด็กโตขึ้นระยะเวลาของการหลับสนิทก็จะเพิ่มขึ้นจาก 50% ไปจนถึง 70-80% ของระยะเวลาการนอนหลับทั้งหมด ทำให้รอบของการหลับมีความคล้ายคลึงกับผู้ใหญ่คือ หลับได้นานขึ้นแต่ระยะเวลาของการหลับสนิทก็ยังสั้นกว่าผู้ใหญ่อยู่ดี ซึ่งถ้ามีอะไรมาทำให้เด็กตื่นระหว่างการนอน ก็จะทำให้เด็กกลับไปหลับต่อเนื่องจากเดิมได้ยาก ทำให้เกิดปัญหา เช่น พอเจ้าตัวเล็กตื่นกลางดึกแล้วจะไม่ยอมนอนต่อ จะลุกขึ้นมาเล่นบางรายเมื่อถึงเวลานอนแล้วจะไม่ยอมนอน เป็นต้น
การหาสาเหตุหรือที่มา ของปัญหาเหล่านี้ จะช่วยให้คุณเข้าใจเจ้าตัวเล็กและ หาวิธีแก้ไขได้อย่างถูกต้อง เพราะการที่เจ้าตัวเล็กนอนยากหรือ นอนไม่ได้นานส่วนใหญ่ เกิดขึ้นจากสภาพกาย และสภาพจิตของเจ้าตัวเล็ก ดังนี้ 
  1. นอนกลางวันมากเกินไป เจ้าตัวเล็กที่นอนกลางวันมาก ๆ กลางคืนก็จะตาสว่าง เพราะไม่ง่วงจึงไม่ยอมนอน
  2. ไม่สบาย บางทีเป็นสัญญาณเตือนว่าเจ้าตัวเล็กอาจเริ่มเป็นไข้หวัด ตัวร้อน หรืออาจเกิดจากความไม่สบายตัว เช่น อากาศร้อนหรือหนาวเกินไปหรือแน่นท้อง เป็นต้น
  3. ไม่ได้ออกกำลัง ครอบครัวที่ทะนุถนอมเจ้าตัวเล็กมากจนเกินไป ไม่ค่อยปล่อยให้เด็กได้เล่น โดยเกรงว่าจะได้รับอันตรายทำให้เจ้าตัวเล็กไม่ค่อยได้ใช้พลังงาน จึงหลับยากกว่าเจ้าตัวเล็กที่ได้เล่นสนุกจนเหนื่อย จึงหลับได้ง่ายและทำให้หลับได้สนิทกว่า
  4. ชดเชยเวลา คุณพ่อคุณแม่ที่ทำงานนอกบ้าน ทำให้รู้สึกว่าไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับเจ้าตัวเล็ก จึงพยายามชดเชยให้กับเขาในเวลาที่กลับมาบ้านตอนค่ำ ทำให้เลยเวลานอนจนเจ้าตัวเล็กตาแข็งนอนไม่หลับ
  5. มีสิ่งรบกวน เช่น ผู้ใหญ่ในบ้านดูโทรทัศน์หรือฟังวิทยุในห้องนอน แสงและเสียง จะทำให้เจ้าตัวเล็กนอนไม่หลับได้
  6. กังวลหรือหวาดกลัว เจ้าตัวเล็กที่ถูกขู่ว่าจะถูกทิ้ง เช่น มีน้องใหม่ ขู่ว่าตุ๊กแกจะมากินตับหรือถ้าไม่ยอมนอนจะให้ผีมาหลอก ฯลฯ การดูทีวีที่โลดโผนก่อนนอนอาจทำให้เขาฝันร้ายและสะดุ้งตื่นบ่อย ๆ
  7. แปลกที่ การย้ายที่นอน เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่นอนไม่หลับเวลานอนแปลกที่ พ่อแม่พาไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้ว พักที่โรงแรมเจ้าตัวเล็กบางคนไม่ยอมนอนร้องกลับบ้าน จนพ่อแม่บางคนต้องยอมขับรถพาลูกกลับบ้านก็มี แต่ที่ถูกต้องควรปลอบโยนให้กำลังใจ ให้เขาปรับตัวได้ในที่สุด
ไม่มีปัญหาอะไรที่แก้ไขกันไม่ได้ถ้าคุณมีความรักและ ความเข้าใจเป็นสายใยในครอบครัว การรู้จักธรรมชาติของภาวะการปรับตัวของทารก โดยเฉพาะพฤติกรรมของเจ้าตัวเล็กแต่ละขวบวัย การรู้ที่มาของการนอนน้อยลง การนอนไม่หลับ หลับยากขึ้น จะช่วยให้คุณแก้ปัญหาอย่างถูกวิธีอย่างมีสติและ เชื่อว่าสามารถลดความเครียดทั้งของเจ้าตัวเล็กและของคุณได้ค่ะ
[เด็ก เด็กทารก เด็กโต]

1/23/2556

4 พัฒนาการเด็กที่คุณแม่ควรจะต้องส่งเสริม


4 พัฒนาการเด็กที่คุณแม่ควรจะต้องส่งเสริม
วันนี้เป็นอีกวันที่ทางเว็บ Mom108.com จะเอาบทความเกี่ยวกับ พัฒนาการเด็กที่คุณแม่ควรจะต้องส่งเสริม หรือ บทความที่เกี่ยวข้องกันเช่นว่ากระตุ้นพัฒนาการลูกด้วยเสียงเพลง มาให้ทุกท่านได้ทราบค่ะ วันนี้ทางเว็บได้คัดเอา 4 พัฒนาการเด็กล้วนๆมาเข้าเรื่องกันได้เลยค่ะ
          เมื่อเข้าสู่วัยเด็ก เด็กเล็กเริ่มช่วยเหลือตัวเองเก่งมากขึ้น เริ่มซนและอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น ลองมาทำความรู้จักกับโลกของเด็กกันเพื่อที่คุณพ่อคุณแม่จะได้เข้าใจและส่งเสริมพัฒนาการให้กับลูกน้อยในวัยนี้ ได้อย่างถูกต้องค่ะ

1.เคลื่อนไหวได้เก่ง 

          เด็กวัยนี้มีพัฒนาการทางร่างกายที่เห็นได้ชัด คือ กล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้น สามารถเดินได้คล่องขึ้น หรือเริ่ม หัดวิ่ง ควบคุมการใช้มือและแขน หยิบสิ่งของได้ถนัด ใช้มือทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาศัยความละเอียดอ่อนหรือทักษะมากกว่าเดิม การเรียนรู้ของเด็กวัยนี้เกิดจากการ  ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ลูกจะได้เรียนรู้จากการฝึกฝนบ่อย ๆ ดังนั้น จึงควรเล่นกับลูกบ่อย ๆ เพราะการเล่นจะช่วยพัฒนาทั้งร่างกายและสติปัญญาของเด็กวัยนี้ได้ดี รวมถึงเด็กจะได้ฝึกฝนการใช้อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้ทำงานร่วมกันด้วย
ส่งเสริมได้อย่างไร
        -หากิจกรรมช่วยกระตุ้นให้ลูกได้ฝึกเดินบ่อย ๆ เช่น ปรบมือแล้วให้ลูกเดินมาหาตามเสียงปรบมือ

        -ให้เด็กได้เล่นออกกำลัง เช่น วิ่งเล่น เตะบอล เดินทรงตัว ขี่จักรยาน เคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะเพลง

        -การเล่นดินน้ำมัน หรือแป้งปั้น จะทำให้เด็กรู้สึกสนุกที่ได้ปั้นเป็นรูปต่าง ๆ เป็นการฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กจากการปั้นและฝึกการใช้จินตนาการด้วย

        -ทำหุ่นนิ้วมือเป็นรูปต่าง ๆ เช่น สัตว์ ดอกไม้ แล้วเล่นกับลูก การเล่นหุ่นนิ้วจะช่วยพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เพิ่มทักษะในการใช้นิ้วและควบคุมการใช้นิ้วมือได้ดีขึ้น

2.หนูเรียนรู้ได้ดี
          กลไกการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวของเด็กวัยนี้ จะผ่านการฟังและการได้ยิน พัฒนาเป็นการสื่อสารและความเข้าใจ เมื่อพูดคุยกับลูกบ่อย ๆ จะช่วยให้สมองเกิดการจดจำความหมาย คำศัพท์จากประโยคที่ได้ยิน แม้ในช่วงแรกลูกอาจจะยังไม่สามารถโต้ตอบเป็นคำพูดได้ แต่ลูกจะใช้การยิ้ม ใช้ท่าทางเข้าช่วย เช่น พยักหน้าตอบกลับเมื่อคุณแม่ถาม เป็นต้น

          เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กจะสามารถเรียนรู้เรื่องสิ่งของหรือพฤติกรรมของคนรอบข้างได้มากขึ้น เช่น เรียกชื่อผลไม้ แยกวัตถุ สิ่งของ หรือเสียงต่าง ๆ ได้ เช่น แยกเสียงสุนัขหรือแมวได้ เป็นต้น
ส่งเสริมได้อย่างไร

          วิธีที่จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ได้ดีที่สุด คือการที่คุณพ่อคุณแม่ร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ กับลูก ช่วยให้คำแนะนำ และแสดงให้ดูว่ากิจกรรมเหล่านั้นทำอย่างไร

        -ในช่วงแรกเด็กจะยังไม่เข้าใจความหมายบางคำ แต่เขาจะพยายามเดาจากประโยคทั้งหมด อย่าพูดกับลูกโดยไม่มองหน้าเพราะเด็กต้องการความสนใจ บางครั้งอาจใช้ท่าทางประกอบการพูดเพื่อให้ลูกเข้าใจได้เร็วขึ้น เช่น พูดว่า "ไปแปรงฟันกันนะลูก"พร้อมกับหยิบแปรงสีฟันชูให้ดู เป็นต้น

        -ร้องเพลงให้ลูกฟังบ่อย ๆ เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นอาจซื้อของเล่นที่เป็นเครื่องดนตรีให้ เช่น เปียโน กลอง เพื่อให้ลูกได้เล่นดนตรี ตามแบบของเขาเอง และหากคุณพ่อคุณแม่ร่วมร้องเพลงและเล่นไปกับเขาด้วย ก็จะทำให้ลูกรู้สึกสนุกยิ่งขึ้น

        -จัดกิจกรรมที่ลูกจะได้สื่อภาษา เช่น ร้องเพลง ท่องคำคล้องจอง เล่านิทาน คุณพ่อคุณแม่ต้องพูดคุยกับลูกให้มากในทุก ๆ ช่วง และทุกกิจกรรมที่ได้อยู่กับลูก เพื่อให้ลูกได้เห็นตัวอย่างการใช้ภาษา ได้เรียนรู้คำศัพท์ต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ลูกได้ใช้ภาษาและรับฟังในสิ่งที่ลูกพยายามสื่อสารทุก ๆ เรื่อง และตอบคำถามทุกเรื่อง ที่ลูกถามโดยไม่แสดงท่าทีหรือมีน้ำเสียงที่รำคาญ จะทำให้ลูกกล้าที่จะพูดมากขึ้น

         -หากระดาษและสีไว้ให้ลูกได้วาดรูประบายสี ขีด ๆ เขียน ๆ เล่นตามใจ เป็นการฝึกใช้จินตนาการ

3.เด็กอยากมีส่วนร่วม

          การที่เด็กได้เข้าสังคมของเด็กจะทำได้โดยผ่านการเล่น เช่น คุณแม่พาไปเล่นกับเพื่อนบ้าน หรือพาไปเล่นที่สนามเด็กเล่น จะช่วยลดความขี้อาย สอนให้ลูกรู้จักการแบ่งปัน แก้ปัญหาด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ รวมทั้งสอนให้รู้จักควบคุมอารมณ์โกรธ และพฤติกรรมต่อต้านสังคมด้วย

          หากเด็กมีเพื่อนสนิท เขาก็จะได้เรียนรู้ที่จะรักคนอื่น เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น รู้จักการให้ และรู้จักนึกถึงความรู้สึกของผู้อื่น

ส่งเสริมได้อย่างไร

        -พาลูกไปเล่นนอกบ้านกับเด็กคนอื่นๆ เมื่อเด็กทะเลาะกัน คุณแม่ไม่ควรเข้าข้างหรือตำหนิลูกก่อน ควรถามลูกถึงสาเหตุที่ทะเลาะกัน และสอนลูกว่าควรทำอย่างไร นอกจากนี้ คุณแม่ควรสอนให้เด็กรู้จักการขอโทษและการให้อภัยผู้อื่นด้วย

        -พาไปร่วมกิจกรรมที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เช่น เมื่อไปทำธุระต่าง ๆ หากต้องรอนานก็เล่าให้ลูกรู้ว่ากำลังทำอะไร ทำไมจึงต้องรอ จะทำให้ลูกค่อย ๆ เรียนรู้การรอคอยและเคารพสิทธิผู้อื่น

        -ให้เด็กได้เรียนรู้บทบาทการเป็นผู้ให้และผู้รับที่ดี เช่น สอนให้ลูกแบ่งปันของเล่นหรือขนมให้เพื่อน สอนให้ลูกให้อาหารสัตว์ เมื่อได้รับของจากผู้อื่นก็ต้องขอบคุณ เป็นต้น

4.เข้าใจหนูหน่อย
          ช่วงวัยนี้เป็นวัยที่เริ่มเอาแต่ใจตัวเอง ซน และยังสื่อสารบอกความต้องการของตนเองได้ไม่ดีนัก  จึงพบพฤติกรรมร้องอาละวาดได้บ่อยในเด็กวัยนี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถรับมือกับอารมณ์เหล่านี้ได้โดยต้องรู้เท่าทันอารมณ์ของ ลูก ทำให้ลูกเกิดความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย และส่งเสริมให้ลูกมีอารมณ์ที่มั่นคง

ส่งเสริมได้อย่างไร

        -เลี้ยงดูลูกด้วยความรัก ความเข้าใจ ใช้การโอบกอดและสัมผัสเสมอ และถ้าลูกสนใจสิ่งใด พ่อแม่ควรให้ความสำคัญ เข้าใจและยอมรับ คอยให้คำแนะนำ ไม่ตำหนิหรือลงโทษ และระวังในเรื่องการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ดี จะช่วยสร้างความไว้วางใจ รู้สึกว่าจะไม่ถูกทอดทิ้ง และทำให้ลูกรู้สึกว่า ตัวเองเป็นที่รัก

        -หากิจกรรมที่ลูกได้แสดงความรู้สึกและอารมณ์ เช่น เล่านิทาน การฟังเพลง การเล่นตุ๊กตาหรือของเล่น การวาดรูป จะช่วยให้ลูกจะได้ใช้จินตนาการและฝึกการใช้สมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

        -ฝึกให้เด็กบอกความรู้สึกของตนเอง พ่อแม่จะต้องรับฟังอย่างสนใจและเข้าใจในความรู้สึกของลูก จะช่วยปลูกฝังให้เด็กไม่เก็บกดความรู้สึกเอาไว้และป้องกันไม่ให้ใช้วิธี ระบายออกที่รุนแรง เป็นพื้นฐานไปสู่การจัดการความรู้สึกตนเองได้อย่างถูกต้อง

ไข้หวัีดใหญ่กับการตั้งครรภ์


วันนี้ทางเว็บได้เอาข่าวจากกระปุกมาให้คุณแม่มือใหม่หรือคุณแม่ที่กำลังจะตั้งครรภ์มาอ่านให้ข้อคิดถึงภัยอันตรายใกล้ตัวที่ไม่อาจมองข้ามได้บางทีโรคใกล้ตัวก็เป็นอัตรายกับเราได้โดยที่คาดไม่ถึงค่ะ
คณะนักวิจัยเดนมาร์ก เผย สตรีที่เป็นไข้หวัดใหญ่หรือเป็นไข้นานกว่า 1 สัปดาห์ระหว่างตั้งครรภ์ จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะคลอดบุตรซึ่งมีอาการผิดปกติในกลุ่มออทิซึม (Autism)


          มีรายงานว่า คณะนักวิจัยเดนมาร์ก เผยผลการศึกษาเด็กวัย 8-14 ปี เกือบ 97,000 คน ในประเทศเดนมาร์ก พบว่า ช่วงปี 2540-2546 ในจำนวนนี้ร้อยละ 1 หรือ 976 คน มีอาการป่วยเป็นโรคออทิซึม (Autism) มีความผิดปกติในการเจริญของระบบประสาท ด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และการสื่อสาร และมีพฤติกรรมทำกิจกรรมบางอย่างซ้ำ ๆ ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักเรียกกันว่า ผู้ป่วยออทิสติก จากผลการวิจัย ยังระบุว่า มารดาที่มีประวัติระหว่างตั้งครรภ์ว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หลายครั้ง ทำให้เด็กเสี่ยงเป็นออทิสติกเพิ่มขึ้น 2 เท่า และหากมารดามีประวัติระหว่างตั้งครรภ์ว่าเป็นไข้นานกว่า 7 วัน ก่อนอายุครรภ์ครบ 32 สัปดาห์ เด็กเสี่ยงเป็นออทิสติกเพิ่มขึ้น 3 เท่า

          อย่างไรก็ดี คณะนักวิจัยออกตัวว่า การเป็นไข้ระหว่างตั้งครรภ์กับการคลอดบุตรเป็นออทิสติกอาจเป็นเรื่องบังเอิญ จึงต้องศึกษาเพิ่มเติมให้ละเอียดขึ้น แต่แนะนำว่าสตรีตั้งครรภ์ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ไว้ก่อน เนื่องจากระยะเวลา 9 เดือนที่ตั้งครรภ์ร่างกายมักมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอกว่าปกติ ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกทางหนึ่งด้วย

1/22/2556

การมองเห็นของเด็กแรกเกิด[เด็กแรกเกิด]



เด็กแรกเกิด เห็นเด็กกวาดตามองได้อย่างนี้เด็กก็ยังเห็นไม่ชัด ถ้าอยู่ใกล้มากๆ สักประมาณ 8 นิ้ว หรือเป็นของที่ใหญ่มากๆ สีสดๆ รูปร่างชัดๆ เด็กถึงค่อยเห็น เด็กไวต่อแสงมากนะเวลาอุ้มไปถูกแดดก็จะหลับตาปี๋แต่ถ้าเป็นแสงสลัวๆในห้องเด็กถึงค่อยหรี่ตามอง  
          เด็กเดือนที่ 1 กว่าเด็กจะจ้องดูให้ชัดๆ ต้องใช้ความพยายามในการปรับความชัดของภาพมากบางทีถึงกับตัวสั่น หรือสะอึกเชียวนะ ตอนนี้เด็กได้แต่นอนนิ่งๆ มองสิ่งที่อยากรู้บางครั้งใช้เวลาจ้องอยู่นาน 10-15 นาทีก็มี

         เด็กเดือนที่ 2 ต้องรอถึงกลางเดือนกว่าเลนส์สายตาเด็กจะปรับตามระยะห่างของวัตถุได้ เด็กต้องใช้พลังในการมองมากบางทีถึงกับลงทุนหันหน้าไปมอง เด็กเริ่มเห็นได้ไกลตั้ง 6-8 ฟุต แล้วก็หันตามของที่เคลื่อนที่ได้

         เด็กเดือนที่ 3 สายตาเด็กจะโฟกัสภาพมากขึ้นจนตอนนี้ก็มองเห็นสิ่งต่างๆได้ทั่วห้องแล้ว แล้วถ้าเห็นเด็กชอบดูมือตัวเองก็อย่าแปลกใจ เพราะประสาทตาจับความชัดของภาพได้ดีขึ้น เลยพร้อมที่จะเรียนรู้โดยใช้มือจับสิ่งของต่างๆ ให้สมกับที่อยากรู้ทันที

         เด็กเดือนที่ 4 เด็กเห็นได้ไกลได้มากขึ้น ควบคุมระยะชัดเจนของวัตถุที่อยู่ใกล้ไกลได้สบายๆคุณภาพการมองเห็นของเด็กเกือบเท่าผู้ใหญ่ แถมยังเห็นสีสันสดใสไม่น้อยหน้าผู้ใหญ่ด้วย

         เด็กเดือนที่ 5 เด็กเลิกมองอะไรผ่านๆ เหมือนวัยแบเบาะแล้ว หรือเรื่องที่จะให้มองตามน่ะไม่มีเสียล่ะ พอเห็นอะไรก็จะเข้าไปคว้าจับเลย ก็เด็กมองและสัมผัสจะช่วยให้หนูเรียนรู้เรื่องการมีอยู่และการหายไปได้มากขึ้น

         เด็กเดือนที่ 6 เด็กเก่งขึ้นนะ แค่ชําเลืองมองแป๊ปเดียวก็หยิบของที่ต้องการได้แล้ว ก็สายตากับมือทํางานประสานกันได้ดีแล้วเด็กก็ชอบสํารวจความลึกในสิ่งของชอบยิ้มกับเงาในกระจก

         เด็กเดือนที่ 7 เด็กมองเห็นสิ่งของชิ้นเล็กๆได้ อย่างพวกมด แมลง แถมยังเคลื่อนสายตามองตามของเล็กๆ ได้อีก ก็เด็กสนใจรายละเอียดสิ่งของเล็กๆแถมยังชอบแบมือดูของในมืออีก วัตถุอันไหนใกล้ไกลหนูก็แยกระยะห่างของวัตถุออกได้ด้วย

         เด็กเดือนที่ 8  ที่ผ่านมาเด็กมองเห็นแต่ภาพลักษณะที่เด็กอยู่ในท่านอนหงาย ก็เลยเปลี่ยนท่าดูบ้าง ทั้งผงกหัว ส่ายหัวไปมา เอียงคอ หรือมองแบบกลับหัว ก็เด็กอยากเรียนรู้ว่าขนาดและรูปร่างสิ่งของไม่เปลี่ยนไปแน่ๆหรือเปล่า

         เด็กเดือนที่ 9 ตอนนี้เด็กหัดปีน หัดยืน ระดับสายตาเลยอยู่สูงกว่า ตอนที่เด็กนั่งและนอน เด็กก็เลยได้เห็นภาพในมุมต่ำแทน เพราะช่องว่างที่เด็กค้นพบเวลาปีนบันไดหรือเก้าอี้

         เด็กเดือนที่ 10 ความสามารถในการมองของเด็กไม่แพ้ผู้ใหญ่ เด็กชอบมองของเฉพาะอย่าง แถมยังแยกเอาออกมาได้อีก เช่น หยิบของที่เด็กสนใจออกจากกล่อง ชอบมองของที่หล่นมาจากขวด ค้นหาของที่ซ่อนก็ยังได้

         เด็กเดือนที่ 11 พัฒนาการมองเห็นของเด็กจะสมบูรณ์เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ เด็กสนใจมองภาพในหนังสือ แล้วก็เงาในกระจกถึงจะรู้แล้วว่าเงาตัวเองหรือเงาพ่อแม่ในกระจกกับตัวจริงนั้นต่างกัน เด็กก็ยังชอบแวะมาดูเงาในกระจกอยู่นั่นเอง

         เด็กเดือนที่ 12 เมื่อก่อนเห็นอะไรเด็กจะลงทุนตะครุบลงไปทั้งมือ ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว ก็สายตาเด็กใช้การได้ดีมือเด็กก็ใช้ถนัดแค่ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้หยิบของชิ้นเล็กๆ ก็ได้แล้วแถมยังหยิบของในขณะที่มองไปทางอื่นได้ด้วย

วิธีการฝึกสายตาของ เด็กแรกเกิด

          แขวนโมบายหรือหาของเล่นเคลื่อนที่ ภาพใหญ่ๆสีสดๆมาฝึกสายตาเด็กและพูดคุยยิ้มสบตากับเด็กบ่อยๆเล่นกับเด็กเพิ่มของเล่นให้เพียงพอ อุ้มไปดูสิ่งต่างๆ นอกบ้านบ้าง ถ้าไม่สะดวกก็ให้คุณพ่อมาช่วยหรือญาติ พี่เลี้ยงก็ได้ ถ้าไม่มีใครใช้รถเข็นพาเด็กไปเปิดโลกกว้างด้วยสายตาคู่น้อยๆก็ได้ค่ะ เพียงแค่นี้เองสำหรับวิธีฝึกสายตาของ เด็กแรกเกิด
[เด็กแรกเกิด]